Wireframe ที่ดี ต้องมีองค์ประกอบ 4 ข้อนี้
วันนี้ได้ย้อนกลับมาอ่านบทความเรื่อง Why the Best Wireframe Style Is No Style ของเว็บ uxmovement.com ทำให้นึกถึงประสบการณ์ที่วาด Wireframe มาจนถึงวันนี้ ต้องเจอปัญหามากมายครับ ตั้งแต่วาดสวยไปจนทำให้ออกแบบยาก ใช้เวลาในแต่ละหน้านานจนวาดได้แค่แบบเดียว วาดแล้วไม่เก็บไว้พออยากได้ก็ถูกแก้ไปหมดแล้ว และยังมีปัญหาอื่นๆ อีกมากครับ เลยอยากสรุปไว้เตือนใจตัวเอง
![]()
ก่อนอื่นผมขอนิยามคำว่า Wireframe สำหรับบทความนี้ก่อนว่ามันไม่รวมแบบที่วาดด้วยมือ (Sketch) และแบบที่วาดสวยงาน (Graphic Design) ครับ
![]()
แบบที่วาดด้วยมือ ถือว่าราคาถูกที่สุด ผมจะใช้สำหรับการร่าง Idea เริ่มต้นวาดแบบคร่าวๆ บังคับให้ตัวเองใช้เวลาไม่เกินหน้าละ 10 วินาที เพื่อให้ได้ความหลากหลาย ถ้าเริ่มใช้เวลามากกว่านี้แสดงว่า Idea เริ่มนิ่งผมจะไปลงรายละเอียดต่อในโปรแกรม เพราะสามารถ copy/paste ส่วนที่ซ้ำๆ กันได้ง่าย
แบบที่แพงสุดคือ การวาดให้สวย ซึ่งมักจะจบงานด้วยโปรแกรม Sketch หรือ PhotoShop การทำสวยจะใช้เวลาต่อภาพนานมาก บางครั้งภาพหนึ่งใช้เวลาเป็นชั่วโมง และเมื่องานค่อนข้างนิ่งจากการทำ Wireframe พอถึงการทำสวยก็จะตั้งใจทำ Layer หรือจัด Group/Symbol มากขึ้น ถ้ามีการแก้ไขอะไรมากๆ ในขั้นตอนนี้จะสิ้นเปลืองที่สุด
![]()
ส่วนแบบที่ในบทความนี้เรียกเป็น Wirefram คือตัวที่อยู่ตรงกลาง ผมมักวาดมันขึ้นมาด้วยโปรแกรม Omnigraffle เพราะมันบังคับให้ผมไม่ลงรายละเอียดมากเกินไปและโปรแกรมนี้สามารถวาดได้เร็วมาก (กำลังฝึกวาด Wireframe ด้วย Sketch แต่เผลอทำเป็นของแพงทุกที)
หลังจากทดลองอยู่หลายปี ผมได้ข้อสรุปกับตัวเองว่า Wireframe ที่ดีมันมักจะต้องประกอบด้วย 4 ข้อนี้ครับ
1. ทำให้ทุกทีมสามารถมีส่วนร่วมได้
ข้อนี้ผมละเลยไปหลายครั้งแต่ผมพบว่าทุกครั้งที่ไม่ได้ทำแบบนี้จะทำให้ Wireframe แทบไม่ได้ทำหน้าที่ของมัน คือผมคาดหวังว่าทุกคนจะเข้ามา Comment Wireframe แล้วเราก็แก้จนมันดีค่อยไปทำงาน Design แต่กลายเป็นว่าทุกคนไม่เข้ามาแก้ แต่รอให้มันเป็นของแพงบน Photoshop หรือกรณีเลวร้านคือรอให้ Code ออกมาก่อน
ตรงกันข้าม ถ้าทำให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมได้ ทุกคนจะเข้ามาแก้และ Comment กันตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นถ้าผมไม่เผลอตัว ผมจะพยายามวาด Wireframe บน Keynote และ Google Docs
![]()
หลังจากฝึกอยู่นาน ผมพบว่า Google Docs เป็นอุปกรณ์วาด Wireframe ที่ดี สามารถวาดได้ทุกอย่าง แม้ว่าจะช้ากว่า Omnigraffle และ Keynote แต่กลับทำให้งานเร็วขึ้นเพราะทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมได้
2. มีสัดส่วนถูกต้อง และมีบริบทครบ
ถึงข้อแรกจะยังทำไม่ได้แต่ก็ไม่ควรพลาดข้อ 2 ครับ เพราะการกำหนดสัดส่วนให้ถูกต้องจะส่งผลกระทบต่อการออกแบบอย่างมาก ถ้าเราทำหน้าจอให้ใหญ่ไปบางทีเราก็เผลอใส่ของลงไปมาก ทำให้ตอนออกแบบสวยงามเราต้องมารื้อกันใหม่
![]()
นอกจากนั้นเวลาที่เราออกแบบเราควรใส่กรอบให้มันด้วย เช่นออกแบบมือถือก็ควรวาดรูปมือถือลงไป ออกแบบเว็บก็ควรวาด Browser ลงไปด้วย ตรงนี้ผมยังอธิบายไม่ได้ แต่ผมพบว่าเมื่อใส่บริบทรอบข้างให้มัน จะทำให้งานออกแบบของเราเปลี่ยนไป โดยเฉพาะบนเว็บด้านบนด้านล่าง รวมถึงความสูงของหน้าจอจะมีผลมากๆ เราต้องกำหนดไว้เลยว่าหน้าจอทั่วไปตอนนี้มีความสูงเท่าไหร เนื้อหาในแต่ละส่วนจะต้องถูก scroll ลงไปกี่ที
3. ใช้สื่อสารหน้าที่ของแต่ละหน้า
ถึงสัดส่วนจะไม่ถูกต้องแต่ถ้าแต่ละหน้าสามารถบอกได้ว่ามันใช้ทำอะไร ตัว Wireframe ก็จะเริ่มมีประโยชน์แล้วครับ มันสามารถสื่อสาร Idea ออกไปได้ว่าหน้านี้สามารถแสดงผลได้กี่แบบ สามารถสื่อสารอะไรได้บ้าง
ยิ่งเป็นโปรแกรมในยุคนี้ แต่ละหน้าควรจะมีพระเอกของตัวเองเพื่อให้ผู้ใช้รู้ว่าหน้านี้ใช้ทำอะไร ถ้าหน้าไหนที่มีงานหลักมากกว่าหนึ่งอย่าง เราจะจัดโปรแกรมแบบนั้นว่าเป็นโปรแกรมสำหรับมืออาชีพ หรือโปรแกรมที่ยอมแลกความง่ายกับความเร็วในการทำงานนั่นเอง
4. มีมากกว่า 1 Version
สิ่งที่เลวร้ายที่สุดสำหรับการทำ Wireframe คือการวาดมันออกมาแค่ Version เดียว
![]()
การที่เรายอมวาดแบบไม่สวยก่อน เพราะเราคิดว่าหลังจากที่ทดสอบแล้ว หรือหลังจากที่เราเห็นมันออกมาเป็นรูปเป็นร่างแล้ว เราจะแก้ให้มันดีขึ้นได้อีก และการแก้บน Wireframe มันราคาถูกกว่ามาก ถ้าเราจะทำมันแค่แบบเดียวสู้เราวาดให้สวยไปเลยดีกว่ามั๊ย
![]()
ไม่ว่าจะใช้โปรแกรมอะไรเราก็ควรจะเก็บภาพของแต่ละ Version เอาไว้เพื่อใช้อ้างอิงกับตัวเอง หรือกับทีม ถ้าเราใช้โปรแกรมอย่าง Invision หรือ Google Docs แต่ละ Version จะถูกเก็บเอาไว้โดยอัตโนมัติซึ่งดีมากๆๆๆ ยิ่งมีคนเข้ามาช่วยกันทำหลายคน การทำ Version ก็ยิ่งเป็นสิ่งจำเป็น
ถ้า Wireframe ที่เราทำขึ้นมีองค์ประกอบครบทั้ง 4 ข้อ ผมคิดว่านั่นจะเป็น Wireframe ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้คุ้มค่าแรงมากที่สุดครับ เพื่อนคนไหนมีองค์ประกอบอื่นๆ อยากให้ช่วยแนะนำเพิ่มเติมกันนะครับ :-)